Mounjaro นวัตกรรมคุมหิวใหม่ล่าสุด

ในปัจจุบันการลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำ ปากกาลดน้ำหนัก Mounjaro (มอนจาโร่) หรือตัวยา Tirzepatide จากบริษัท Eli Lilly สหรัฐอเมริกา กลายเป็นนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าปากกาลดน้ำหนักรุ่นเดิมๆ และช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวสามารถลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืน Mounjaro คืออะไร? ทำไมถึงเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักที่มาแรงที่สุด Mounjaro คือยาฉีดลดน้ำหนักกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า Dual Agonist ซึ่งแตกต่างจากปากกาลดน้ำหนักทั่วไป เพราะออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกายถึง 2 ชนิด คือ: สรรพคุณและจุดเด่นของปากกาลดน้ำหนัก Mounjaro 1. ประสิทธิภาพการคุมหิวระดับสูง Mounjaro ส่งสัญญาณไปที่สมองส่วนกลางเพื่อให้ร่างกายรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ลดความอยากอาหารจุกจิก และช่วยให้คุณปรับพฤติกรรมการกินได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้สึกทรมาน 2. ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 15-22% จากผลการทดสอบทางคลินิก (SURMOUNT-1) พบว่าผู้ที่ใช้ยา Mounjaro ต่อเนื่องสามารถลดน้ำหนักตัวลงได้เฉลี่ยถึง 22.5% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงใกล้เคียงกับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ 3. สะดวก ฉีดเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่ต้องกังวลเรื่องการฉีดยาทุกวัน Mounjaro ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายด้วยตัวยาที่ออกฤทธิ์ยาวนาน ฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้งเดียวเท่านั้น 4. ช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลและไขมัน นอกจากเรื่องน้ำหนักตัว Mounjaro ยังมีส่วนช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน และปรับระดับไขมันในเลือดให้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนร่วมกับปัญหาสุขภาพ Mounjaro เหมาะกับใคร? ทำไมต้องรับบริการ Mounjaro ที่ The Care Clinic? ที่ The Care Clinic เราเน้นการดูแลแบบ Personalized Care เพราะเราเชื่อว่าร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน: คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Q: Mounjaro ลดน้ำหนักได้กี่กิโล? A: ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่โดยเฉลี่ยสามารถลดได้ 15-22.5% ของน้ำหนักตัว เมื่อใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการกิน Q: ต้องฉีด Mounjaro นานแค่ไหน? A: แพทย์จะเป็นผู้ประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมตามเป้าหมายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและไม่กลับมาโยโย่ สรุป หากคุณกำลังมองหาทางลัดที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก ปากกาลดน้ำหนัก Mounjaro คือคำตอบที่น่าสนใจที่สุดในยุคนี้ สนใจปรึกษาหมอมดและทีมแพทย์ The Care Clinic ได้ทุกสาขา

Picosure

Picosure Laser คืออะไร ? PicoSure เป็น Picosecond Laser รุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลก ที่ใช้ช่วงความยาวคลื่น 755 nm Alexandrite Laser มีความจำเพาะต่อการรักษารอยโรคจากเม็ดสีมากที่สุด ผลิตจากบริษัท Cynosure Inc. หนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีเลเซอร์ทางการแพทย์ระดับโลกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (USFDA) ในการใช้รักษาความผิดปกติของเม็ดสี รอยหลุมสิว ริ้วรอยและลบรอยสักได้อย่างอ่อนโยนแต่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ยังเป็นเครื่อง Picosecond Laser รุ่นเดียวที่ได้รับ USFDA ในการรักษาฝ้า อีกทั้งยังมีงานวิจัยระดับโลกรองรับกว่า 100 ฉบับ จนได้รับความนิยมจากแพทย์ผิวหนังทั่วโลก การันตีได้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ PicoSure ได้เป็นอย่างดี Laser Pico ทำไมต้องโปรแกรม Picosure รุ่นเดียวที่ใช้ช่วงความยาวคลื่น 755 nm Alexandrite Laser ซึ่งดูดซับเมลานินได้สูงกว่าความยาวคลื่น 1064 nm Nd:YAG Laser ที่ใช้ใน Pico รุ่นอื่นๆถึง 3 เท่า จึงมีความจำเพาะต่อเม็ดสีมากกว่า สามารถลบเลือนรอยโรคที่เกี่ยวกับเม็ดสีและลบรอยสักโดยที่ไม่ต้องตั้งค่าพลังงานสูงๆ จนเสี่ยงทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินโดยไม่ทำลายผิว ด้วยเลนส์ชนิดพิเศษ Focus™ Lens Array และเทคโนโลยี Pressure Wave เอกสิทธิ์เฉพาะ Picosure ช่วยเปิดช่องสัญญาณ (Cell Signal) ในการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ ผ่านปรากฏการณ์ Laser-Induced Optical Breakdown(LIOB) ซึ่งทำให้เกิดฟองอากาศเล็กๆใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้เกิดการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ใต้ผิว เป็นเทคโนโลยีพิเศษที่มีแค่ใน PicoSure เท่านั้น เนื่องจากไม่ต้องตั้งค่าพลังงานสูงๆ จึงไม่ทำให้เกิดบาดแผลเลือดสาดก็ได้ผลดี  ไม่ต้องพักหน้าหลังทำ สามารถแต่งหน้าต่อได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสติดเชื้อและลดการเกิดรอยดำหลังทำเลเซอร์ (PIH) ได้อีกด้วย PicoSure เป็น Pico รุ่นเดียวที่ได้รับมาตรฐาน USFDA สำหรับรักษาฝ้า นอกจากนี้ยังได้รับ USFDA ในการลดเลือนเม็ดสีและลบรอยสักครบทุกรูปแบบการยิง การันตีประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี PicoSure เป็นเลเซอร์ Pico รุ่นแรกของโลก จึงมีงานศึกษาวิจัยรองรับแทบจะครบทุกด้านเป็นจำนวนมาก การันตีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ผลการรักษาจึงดีกว่า และคุ้มค่ากว่า ไม่ต้องเสียเงินทำเลเซอร์บ่อยๆ Laser Pico ทำไมต้องโปรแกรม Picosure โปรแกรม Picosure Laser เหมาะกับใคร ? เลือกทำ Picosecond Laser ที่ไหนดี ? ขั้นตอนการทำ โปรแกรม Picosure Laser วิธีปฏิบัติตัวก่อนทำ โปรแกรม Picosure Laser วิธีปฏิบัติตัวหลังทำ โปรแกรม Picosure Laser วิธีปฏิบัติตัวหลังทำ โปรแกรม Picosure Laser รีวิวหลังทำ Picosure *ผลลัพธ์ขึ้นอยู่ระหว่างบุคคล*

Oligio

Oligio (โอลิจิโอ) คืออะไร? นวัตกรรมยกกระชับจากเกาหลี หน้าเรียว ผิวแน่น เจ็บน้อยลง ในยุคที่เทรนด์งานผิวและการยกกระชับกำลังมาแรง Oligio กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการคลินิกความงาม หากคุณกำลังมองหาวิธี ยกกระชับหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด เจ็บน้อยกว่า และราคาสบายกระเป๋ากว่ารุ่นพี่อย่าง Thermage บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ Oligio ครับ Oligio คืออะไร? ทำงานอย่างไร? Oligio คือ เทคโนโลยีการยกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับมาตรฐาน KFDA และ US FDA (ในบางรุ่น/หัว) หลักการทำงานของ Oligio คือการส่งพลังงานความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างผิวที่แน่นขึ้น กระชับขึ้น และริ้วรอยลดเลือนลง จุดเด่นสำคัญ: Oligio มีระบบ Intelligent Cooling System ที่ช่วยปล่อยความเย็นออกมาขณะยิงพลังงาน ทำให้ผิวชั้นบนไม่ไหม้ และช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างดีเยี่ยม ทำไมต้องเลือก Oligio? จุดเด่นที่แตกต่าง Oligio เหมาะกับใครบ้าง? หลังทำ Oligio กี่วันเห็นผล? อยู่ได้นานแค่ไหน? นี่คือโครงสร้างและเนื้อหาบทความเกี่ยวกับ Oligio (โอลิจิโอ) สำหรับทำ SEO โดยเฉพาะ โดยเน้นการใช้ Keywords ที่คนไทยนิยมค้นหา เช่น Oligio คือ, รีวิว Oligio, Oligio ราคา, ยกกระชับหน้า, เทียบ Thermage เพื่อให้ติดอันดับการค้นหาได้ง่ายขึ้นครับ คุณสามารถนำเนื้อหานี้ไปปรับใช้ลงเว็บไซต์ หรือแบ่งเป็น Content ลง Social Media ได้ทันที Oligio (โอลิจิโอ) คืออะไร? นวัตกรรมยกกระชับจากเกาหลี หน้าเรียว ผิวแน่น เจ็บน้อยลง ในยุคที่เทรนด์งานผิวและการยกกระชับกำลังมาแรง Oligio กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการคลินิกความงาม หากคุณกำลังมองหาวิธี ยกกระชับหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด เจ็บน้อยกว่า และราคาสบายกระเป๋ากว่ารุ่นพี่อย่าง Thermage บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกเรื่องต้องรู้เกี่ยวกับ Oligio ครับ Oligio คืออะไร? ทำงานอย่างไร? Oligio คือ เทคโนโลยีการยกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับมาตรฐาน KFDA และ US FDA (ในบางรุ่น/หัว) หลักการทำงานของ Oligio คือการส่งพลังงานความร้อนลงลึกสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) และ อีลาสติน (Elastin) ใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างผิวที่แน่นขึ้น กระชับขึ้น และริ้วรอยลดเลือนลง จุดเด่นสำคัญ: Oligio มีระบบ Intelligent Cooling System ที่ช่วยปล่อยความเย็นออกมาขณะยิงพลังงาน ทำให้ผิวชั้นบนไม่ไหม้ และช่วยลดความเจ็บปวดระหว่างทำได้อย่างดีเยี่ยม ทำไมต้องเลือก Oligio? จุดเด่นที่แตกต่าง Oligio เหมาะกับใครบ้าง? เปรียบเทียบ Oligio vs Thermage FLX vs Ulthera เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูตารางเปรียบเทียบเครื่องยกกระชับยอดฮิตกันครับ: หัวข้อเปรียบเทียบ Oligio Thermage FLX Ulthera เทคโนโลยี Monopolar RF (เกาหลี) Monopolar RF (อเมริกา) Ultrasound (Focus) ชั้นผิวที่เน้น ชั้นไขมัน & ผิวหนังแท้ ชั้นไขมัน & ผิวหนังแท้ ชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อ) จุดเด่นหลัก ผิวแน่น + สลายไขมัน + งานผิว ผิวแน่น + สลายไขมัน + อยู่ทน ยกหน้า (Lifting) + กรอบหน้าชัด ความเจ็บ เจ็บน้อย – ปานกลาง ปานกลาง – มาก ปานกลาง – มาก (จี๊ดๆ ลึกๆ) ระยะเวลาผลลัพธ์ 6 – 8 เดือน 1 – 1.5 ปี 1 ปี ราคาโดยประมาณ ⭐⭐⭐ (ปานกลาง) ⭐⭐⭐⭐⭐ (สูง) ⭐⭐⭐⭐ (สูงปานกลาง) หลังทำ Oligio กี่วันเห็นผล? อยู่ได้นานแค่ไหน? Review ทำ​ Oligio ที่ The Care Clinic คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Q: ทำ Oligio เจ็บไหม? A: ความรู้สึกจะอุ่นๆ ร้อนๆ ลึกๆ ใต้ผิวหนัง แต่ด้วยระบบ Cooling จะมีความเย็นช่วยบรรเทา คนไข้ส่วนใหญ่สามารถทนได้สบาย ไม่ต้องดมยาสลบ เพียงแค่แปะยาชาก็เพียงพอ Q: หลังทำหน้าบวมไหม? A: อาจมีรอยแดงชมพูระเรื่อหลังทำเล็กน้อย และจะหายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมง บางรายอาจมีอาการบวมเล็กน้อย 1-2 วัน แต่สามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที (No Downtime) Q: ควรทำกี่ช็อต? A:

“ความเชื่อผิดๆ ว่า ‘ยกกระชับ = ต้องเจ็บมาก’”

หลายคนกลัวการยกกระชับ…เพราะคิดว่า ‘ต้องเจ็บจนทนไม่ไหว’ นี่คือหนึ่งในความเชื่อที่หมอมดเจอบ่อยที่สุดในห้องปรึกษา และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิง (และผู้ชาย) จำนวนมาก อยากหน้าเรียว ยกกระชับ แต่ไม่กล้าตัดสินใจเสียที ความจริงคือ… ความเจ็บในอดีต = ไม่ใช่ความเจ็บในปัจจุบันอีกต่อไปแล้วค่ะ เทคโนโลยียุคใหม่ เปลี่ยนความเจ็บในความทรงจำไปแบบคนละโลก ทำไมถึงมีความเชื่อว่า “ยกกระชับต้องเจ็บมาก”? 1) Pain Memory Bias สมองเราจำ “ความเจ็บเกินจริง” ได้ดีกว่าความรู้สึกอื่น ใครเคยถูกยิงยกกระชับรุ่นเก่า จะจำแค่ “ความปวดแปลบ” แม้จะผ่านไปนานแล้ว 2) Story Transfer Effect คนเล่ากันต่อเพิ่มความกลัว เช่น “เพื่อนบอกเจ็บมาก…พอไปทำจริง ฉันเลยไม่กล้าเลย” 3) Confirmation Trap คนจะมองหา “รีวิวที่ตรงกับความเชื่อเดิม” ของตัวเอง → พอเจอรีวิวว่า ‘เจ็บนะ’ ก็ยิ่งเชื่อว่าต้องเจ็บ แต่หมออยากบอกว่า… ประสบการณ์ 10 ปีก่อน ≠ ประสบการณ์ในปี 2025 แล้วความจริงคืออะไร…? 1) เครื่องแท้เจ็บน้อยกว่าเครื่องเทียมหลายเท่า เพราะพลังงาน “นิ่งกว่า – แม่นยำกว่า – สม่ำเสมอ” ไม่เหวี่ยงขึ้นลงเหมือนเครื่องปลอม/เครื่องจีนลอกเลียนแบบ ผล: ไม่กระตุก ไม่พุ่งแรงเกิน ไม่เจ็บแปลบแบบไม่ทันตั้งตัว ผิวไม่ช้ำ เจ็บระดับ “ยอมรับได้” แม้คนผิวบาง 2) เทคนิคของหมอสำคัญมากกว่าเครื่องด้วยซ้ำ ไม่ใช่ยิงรัว ๆ แล้วจบ แต่คือต้อง วางเส้นยกกระชับให้ถูกชั้นผิว + กระจายพลังงานอย่างเหมาะสม ที่ The Care Clinic หมอยิงเองทุกเคส และหมอ “ควบคุมความลึกและพลังงานแบบเฟรมต่อเฟรม” ลูกค้าหลายคนบอกว่า “คิดว่าจะเจ็บมาก แต่คือ…เบากว่าทำเลเซอร์บางประเภทอีก” 3) เจ็บหรือไม่…ขึ้นกับ “การเตรียมหน้า + การพูดคุยก่อนทำ” หมอจะสอบถามก่อนว่า ผิวบางไหม เคยทำยกกระชับมาก่อนหรือไม่ ทนความรู้สึกได้ประมาณไหน เพื่อปรับจูนพลังงานแต่ละจุดให้ “สมดุลระหว่างผลลัพธ์และความสบาย” เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ “ยกขึ้น” แต่ต้องทำให้ “ลูกค้ารู้สึกดีพอที่จะกลับมาดูแลตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ” ตัวอย่างสถานการณ์จริง เคสที่ 1 — “เคยทำที่อื่นแล้วร้องไห้…แต่ทำกับหมอไม่เจ็บเลย” ผู้หญิงวัย 32 เคยทำยกกระชับด้วยเครื่องจีน → พลังงานไม่เสถียร → เจ็บแบบเสียวลึก → ทำไม่จบคอร์ส มาทำที่ The Care หมอทดสอบระดับพลังงานก่อนยิงจริง ควบคุมความลึกทีละชั้น ใช้หัวเครื่องแท้ที่นิ่งกว่า ผลลัพธ์: ทำครบทุกบริเวณแบบไม่ต้องพัก ถือกระเป๋าเดินกลับได้สบาย เคสที่ 2 — “กลัวเจ็บจนไม่กล้า แต่หลังทำบอกว่า ‘แค่นี้เอง!’” พนักงานออฟฟิศวัย 29 เคยฟังแต่รีวิวจากเพื่อนว่า “เจ็บมากนะ” → เก็บความกลัวไว้ในหัว 2 ปีเต็ม พอมาทำกับหมอ หมอตรวจหน้า + แนะนำเฉพาะจุด ปรับช็อตตามสรีระหน้า ให้ทดสอบ 2–3 ช็อตก่อนทำจริง เธอพูดประโยคนี้ทันทีหลังทำเสร็จ: “โอ้โห…กลัวฟรีเลยค่ะหมอ” เคสที่ 3 — “ตั้งครรภ์หลังคลอด ผิวอ่อน แต่ยังอยากดูกระชับ” ยอดฮิตมากในปีที่ผ่านมา คุณแม่มักผิวไว + เหนื่อยง่าย → กลัวเจ็บ หมอจะปรับพลังงานเบาแบบ Gentle Mode แต่ยังคงประสิทธิภาพยกกระชับให้เห็นรูปหน้าได้ ลูกค้าพูดว่า “เหมือนหน้าใสขึ้นทันที ไม่คิดว่าจะสบายขนาดนี้” สรุปให้ชัด ๆ — ทำไมยกกระชับ ‘ไม่ต้องเจ็บ’ แล้ว? เครื่องแท้พลังงานเสถียร หมอยิงเอง ควบคุมระดับได้ละเอียด เทคนิคใหม่ลดแรงสะท้อนใต้ผิว ปรับระดับตามความทนของแต่ละคน ยิงถูกโครงหน้า → ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องเพิ่มพลังงานเกินจำเป็น ความเชื่อว่า “ยกกระชับ = ต้องเจ็บมาก” อาจทำให้คุณพลาดโอกาสกลับมาสวยขึ้น มั่นใจขึ้น ทั้งที่วันนี้…เทคโนโลยีเปลี่ยนไปเยอะมากแล้วค่ะ ทำถูกเครื่อง ถูกเทคนิค ถูกระดับพลังงาน ผลลัพธ์ขึ้นชัด แต่ไม่ต้องเจ็บหนักเหมือนยุคก่อน ที่ The Care Clinic หมอทำเองทุกเคส เครื่องแท้ตรวจ QR ได้ ยิงนุ่ม ไม่เร่ง ไม่ลวก ๆ ลองยกกระชับแบบเจ็บน้อย ผลชัด ด้วยโปร Oligio 100 shot + Ultraformer 100 shot เพียง 6,990.- ทักมาปรึกษาหมอมดก่อนได้เลยค่ะ

ของแท้ vs ของปลอม: ทำไม “ราคา” ไม่ควรเป็นตัวตัดสินทั้งหมด?

ของบางอย่าง…ราคาถูก อาจหมายถึง “จ่ายน้อยวันนี้” แต่แพงมากในวันข้างหน้าในคลินิกความงาม ของแท้กับของปลอม ดูไม่ต่างกันในวันแรกแต่สิ่งที่ต่างคือ ความปลอดภัย

อย่าปล่อยให้ความประหยัด ทำลายหน้าเรา !!

ราคาถูกไม่ใช่ปัญหา แต่ “ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่” ต่างหากที่ทำให้ต้องจ่ายแพงขึ้น หลายเคสที่กลับมาให้หมอแก้… มาจากคำว่า “ตอนนั้นอยากประหยัด” ถ้าเลือกที่มั่นใจกว่า → คุ้มกว่าเสมอค่ะ

ของแท้…ทำไมราคามากกว่าของปลอม?

ของแท้…ทำไมราคามากกว่าของปลอม?และของปลอม…ทำไมถึงถูกจนไม่น่าเชื่อ?เพราะต้นทุนต่างกันหลายสิบเท่าและ “ผลลัพธ์–ความปลอดภัย” ต่างกันยิ่งกว่าวันนี้สรุปมาให้ดูแบบชัด ๆเพื่อให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจขึ้นค่ะ

Sculptra

Sculptra คืออะไร? Sculptra คือ Original Collagen Stimulator หรือผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “Biostimulator” ตัวแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก US-FDA มีส่วนประกอบหลักคือสาร PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์จากธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หลักการทำงานของ Sculptra แตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์ที่เป็นการเติมเต็มปริมาตรทันที แต่ Sculptra จะเข้าไป “ปลุก” เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้กลับมาผลิตคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Collagen Type 1) ได้เพิ่มขึ้นถึง 66% หลังจากฉีดไปแล้ว 3 เดือน ทำให้ผิวค่อยๆ แน่น อิ่มฟู และยกกระชับจากโครงสร้างภายใน จุดเด่นของการฉีด Sculptra Sculptra เหมาะกับใคร? Sculptra ดียังไง ? รีวิวฉีด Sculptra ทำไมต้องมาเติมฟิลเลอร์ที่ The Care Clinic 1. สวยแบบสบายใจ ไร้แรงกดดัน เพราะเราไม่มีเซลล์ขายค่ะ เบื่อไหมคะ? เดินเข้าคลินิกทีไรต้องเจอพนักงานรุมขายของจนอึดอัด แต่ที่ The Care Clinic เราแตกต่างค่ะ เพราะเรา “ไม่มีเซลล์ขายคอร์ส” มาคอยกดดันคุณลูกค้าเลยนะคะ คุณหมอของเรามีความเชื่อว่า “ความสวยไม่ควรเริ่มจากการขาย แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจ” ค่ะ คุณหมอจะเป็นคนประเมินปัญหาหน้าของเราอย่างละเอียด อธิบายว่าตรงไหนควรเติม ตรงไหนควรพัก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีและตรงจุดที่สุดนั่นเองค่ะ 2. มั่นใจในคุณภาพตัวยา ของแท้ตรวจสอบได้ทุกกล่องค่ะ เรื่องฟิลเลอร์เนี่ย จะสุ่มสี่สุ่มห้าฉีดไม่ได้เลยนะคะ เพราะมันคือสารเติมเต็มที่จะอยู่ในหน้าเราไปอีกนาน ที่ The Care Clinic เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับหนึ่งค่ะ เราเลือกใช้เฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง (Premium Grade) เป็นแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐานสากลและผ่าน อย. ไทยเท่านั้นค่ะ มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัย สลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ตกค้าง และที่สำคัญคือผลลัพธ์ดูเนียนละมุน ไม่เป็นลำแน่นอนค่ะ 3. ผลลัพธ์จึ้งจนต้องบอกต่อ “ปากต่อปาก” เลยนะคะ รีวิวที่จริงใจที่สุด ก็คือการที่ลูกค้าทำไปแล้วมีคนทักว่า “ไปทำอะไรมา ทำไมดูสวยขึ้น?” นั่นแหละค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ The Care Clinic มักจะมาจากการแนะนำเพื่อนต่อเพื่อน พี่น้องบอกต่อกันมาค่ะ เพราะประทับใจในฝีมือการปั้นหน้าของคุณหมอที่เน้นความพอดี ดูเป็น ธรรมชาติเหมือนเกิดมาก็หน้าแบบนี้เลย (แต่จริงๆ คือหมอปั้นให้ค่ะ!) ทำให้เราเป็นคลินิกที่ใครๆ ก็ไว้ใจเรื่องงานฟิลเลอร์ค่ะ Q & A เกี่ยวกับ Sculptra Q: Sculptra ต่างจาก Filler (ฟิลเลอร์) อย่างไร? A: ถึงจะช่วยเรื่องความอิ่มฟูเหมือนกัน แต่กลไกต่างกันครับ: Q: ช่วยเรื่องอะไรบ้าง? A: Q: ฉีดกี่วันถึงจะเห็นผล? A: ไม่เห็นผลทันทีแบบฟิลเลอร์ครับ Q: อยู่ได้นานแค่ไหน? A: ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 2 ปี (25 เดือน) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสภาพผิวของแต่ละบุคคลครับ Q: ต้องฉีดกี่ครั้ง? A: โดยมาตรฐานทางการแพทย์ แนะนำให้ฉีด 2-3 ครั้ง (ห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การสร้างคอลลาเจนที่สมบูรณ์ที่สุดครับ แต่บางท่านที่มีปัญหาไม่มาก อาจจะพอใจตั้งแต่ครั้งแรกครับ Q: ฉีดตำแหน่งไหนได้บ้าง? A: ตำแหน่งที่นิยมฉีดคือ ขมับ, หน้าแก้ม, กรอบหน้า, ร่องแก้ม และช่วงกราม

เลเซอร์กำจัดขน

เลเซอร์ขน คืออะไร เลเซอร์ขน เป็นวิธีกำจัดขนโดยใช้พลังงานความร้อนจากแสงเลเซอร์เข้าไปที่รากขน โดยรากขนจะดูดซับพลังงานแสง และเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณที่มีเซลล์เม็ดสี ทำให้เส้นขน รากขน และเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ทำหน้าที่ผลิตขนก็จะถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถผลิตสเต็มเซลล์ที่ทำให้ขนงอกได้ การกำจัดขนด้วยการยิงเลเซอร์ เป็นการกำจัดขนที่ใช้วิธีการยิงแสงเลเซอร์ลงไปที่รูขุมขน โดยลำแสงจะไปจับเม็ดสีที่อยู่บริเวณรากขน และไปทำปฏิกิริยาเฉพาะที่ จึงสามารถกำจัดต้นตอทำลายไปยังรากขน ทำให้เส้นขนหยุดการเจริญเติบโต สามารถกำจัดขนได้อย่างถาวร และไม่ส่งผลกระทบต่อผิวหนังในระยะยาว เปรียบเทียบเลเซอร์กำจัดขน เลเซอร์ขนทำได้กี่ครั้ง เลเซอร์กำจัดขนเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน เหตุผลที่ไม่ควรใช้มีดโกนขนรักแร้ เหตุลผลที่ควรเลือก The Care Clinic 1. สวยแบบสบายใจ ไร้แรงกดดัน เพราะเราไม่มีเซลล์ขายค่ะ เบื่อไหมคะ? เดินเข้าคลินิกทีไรต้องเจอพนักงานรุมขายของจนอึดอัด แต่ที่ The Care Clinic เราแตกต่างค่ะ เพราะเรา “ไม่มีเซลล์ขายคอร์ส” มาคอยกดดันคุณลูกค้าเลยนะคะ คุณหมอของเรามีความเชื่อว่า “ความสวยไม่ควรเริ่มจากการขาย แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจ” ค่ะ คุณหมอจะเป็นคนประเมินปัญหาหน้าของเราอย่างละเอียด อธิบายว่าตรงไหนควรเติม ตรงไหนควรพัก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีและตรงจุดที่สุดนั่นเองค่ะ 2. มั่นใจในคุณภาพตัวยา ของแท้ตรวจสอบได้ทุกกล่องค่ะ เรื่องฟิลเลอร์เนี่ย จะสุ่มสี่สุ่มห้าฉีดไม่ได้เลยนะคะ เพราะมันคือสารเติมเต็มที่จะอยู่ในหน้าเราไปอีกนาน ที่ The Care Clinic เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับหนึ่งค่ะ เราเลือกใช้เฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง (Premium Grade) เป็นแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐานสากลและผ่าน อย. ไทยเท่านั้นค่ะ มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัย สลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ตกค้าง และที่สำคัญคือผลลัพธ์ดูเนียนละมุน ไม่เป็นลำแน่นอนค่ะ 3. ผลลัพธ์จึ้งจนต้องบอกต่อ “ปากต่อปาก” เลยนะคะ รีวิวที่จริงใจที่สุด ก็คือการที่ลูกค้าทำไปแล้วมีคนทักว่า “ไปทำอะไรมา ทำไมดูสวยขึ้น?” นั่นแหละค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ The Care Clinic มักจะมาจากการแนะนำเพื่อนต่อเพื่อน พี่น้องบอกต่อกันมาค่ะ เพราะประทับใจในฝีมือการปั้นหน้าของคุณหมอที่เน้นความพอดี ดูเป็น ธรรมชาติเหมือนเกิดมาก็หน้าแบบนี้เลย (แต่จริงๆ คือหมอปั้นให้ค่ะ!) ทำให้เราเป็นคลินิกที่ใครๆ ก็ไว้ใจเรื่องงานฟิลเลอร์ค่ะ Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เลเซอร์กำจัดขน Q1: เลเซอร์กำจัดขน คืออะไร? ต่างจากการโกนหรือถอนอย่างไร?A: การโกนหรือถอน เป็นการกำจัดขนเพียงส่วนปลาย หรือดึงออกมาชั่วคราวซึ่งทำร้ายผิวหนัง แต่ เลเซอร์กำจัดขน คือการส่งพลังงานความร้อนผ่านแสงเลเซอร์ลงไปทำลาย “รากขน” (Hair Follicle) และเซลล์เม็ดสีที่รากขนโดยเฉพาะ ผลลัพธ์: ทำให้วงจรการเกิดขนใหม่ช้าลง เส้นขนที่ขึ้นใหม่จะบางลง สีจางลง จนกระทั่งไม่ขึ้นอีกเลยในที่สุด ข้อดี: ช่วยแก้ปัญหาขนคุด (Ingrown Hair) ลดตุ่มหนังไก่ และช่วยให้ผิวบริเวณนั้นดูกระจ่างใสขึ้น Q2: เลเซอร์ขน มีกี่แบบ? แบบไหนดีที่สุด? (YAG vs Diode vs IPL)A: นี่คือคำถามยอดฮิตที่สุดครับ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลักๆ ดังนี้: Long Pulse Nd: YAG Laser (ยาร์กเลเซอร์): จุดเด่น: คลื่นความยาวแสงสูง (1064 nm) ลงลึกถึงรากขน เหมาะกับ คนเอเชียหรือคนผิวเข้ม ที่มีขนสีเข้มและรากขนลึก ความรู้สึก: อาจจะรู้สึกดีดๆ ร้อนๆ มากกว่าแบบอื่นเล็กน้อย แต่เห็นผลชัดเจนที่สุดในการกำจัดขนถาวร Diode Laser: จุดเด่น: มีความยาวคลื่นหลากหลาย (800-810 nm) เหมาะกับคนผิวขาวถึงผิวสองสี กำจัดขนได้ดีและเจ็บน้อยกว่า YAG ความรู้สึก: สบายผิวกว่า มีระบบความเย็นช่วย IPL (Intense Pulsed Light): จุดเด่น: ไม่ใช่เลเซอร์ แต่เป็นแสงความเข้มข้นสูง ราคาถูกกว่า ข้อควรระวัง: กำจัดขนได้ไม่ถาวรเท่าเลเซอร์ ขนกลับมาขึ้นไว และเสี่ยงผิวไหม้หากตั้งค่าไม่ดี สรุป: สำหรับคนไทยที่มีเส้นขนสีดำเข้ม Long Pulse Nd: YAG มักจะได้รับความนิยมและเห็นผลดีที่สุด รองลงมาคือ Diode ครับ Q3: ทำเลเซอร์ เจ็บไหม?A: ความเจ็บขึ้นอยู่กับชนิดของเลเซอร์และบริเวณที่ทำครับ ความรู้สึก: จะเหมือนหนังยางดีดเบาๆ ลงบนผิว และรู้สึกอุ่นๆ ตัวช่วย: ปัจจุบันเครื่องเลเซอร์รุ่นใหม่จะมีระบบเป่าลมเย็น (Cooling Device) หรือมีการประคบเย็นก่อนยิง ช่วยลดความเจ็บได้มาก จนบางคนแทบไม่รู้สึกเลยครับ Q4: ต้องทำกี่ครั้ง ถึงจะเห็นผลถาวร?A: การทำเลเซอร์ ไม่สามารถกำจัดขนให้หมดไปได้ในครั้งเดียว เนื่องจากเส้นขนของคนเรามีวงจรชีวิต (Hair Cycle) เลเซอร์จะจับกับขนระยะเติบโต (Anagen) ได้ดีที่สุด ครั้งที่ 1-3: ขนจะเริ่มหลุดร่วง เส้นใหม่ที่ขึ้นจะบางลงประมาณ 20-30% จำนวนครั้งที่แนะนำ: ควรทำต่อเนื่อง 5-8 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับปริมาณขนและฮอร์โมนของแต่ละคน) เว้นระยะห่างทุก 3-4 สัปดาห์ ผลลัพธ์ระยะยาว: หลังจากจบคอร์ส ขนอาจหายไปถาวร หรือเหลือเพียงขนอ่อนๆ (Vellus hair) ที่มองแทบไม่เห็น Q5: การเตรียมตัว “ก่อน” ไปทำเลเซอร์ ต้องทำอย่างไร?A: ข้อนี้สำคัญมากครับ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด: ห้ามถอนหรือแว็กซ์: ล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ เพราะเลเซอร์ต้องจับกับรากขน ถ้าถอนรากออกไป เลเซอร์จะไม่ได้ผล ให้ใช้วิธีโกน: ควรโกนขนล่วงหน้า 1 วัน หรือตามคำแนะนำของคลินิก เพื่อให้เหลือตอขนเล็กน้อยให้เลเซอร์จับพลังงานได้ หลีกเลี่ยงแสงแดด: บริเวณที่จะทำเลเซอร์ไม่ควรโดนแดดจัด หรือผิวไหม้แดดมาก่อน งดสครับผิว: งดขัดผิวบริเวณนั้น 2-3 วันก่อนทำ เพื่อลดการระคายเคือง Q6: การดูแลตัวเอง “หลัง” ทำเลเซอร์?A: หลีกเลี่ยงความร้อน: งดอาบน้ำอุ่นจัด ซาวน่า หรือออกกำลังกายหนักๆ ที่เหงื่อออกมาก ใน 24 ชั่วโมงแรก ห้ามเกา: หากมีอาการคันหรือแดง (ซึ่งเป็นเรื่องปกติ) ให้ประคบเย็นหรือทาเจลว่านหางจระเข้ (Aloe Vera) ทากันแดด: หากทำเลเซอร์ในร่มผ้าที่ต้องเจอแสง ต้องทากันแดดเสมอ งดโรลออน: สำหรับเลเซอร์รักแร้ ควรงดใช้โรลออนที่มีแอลกอฮอล์ 2-3 วันแรก เพื่อป้องกันการระคายเคือง Q7: เลเซอร์กำจัดขน ทำให้รักแร้ขาวขึ้นจริงไหม?A: จริงครับ! เพราะเลเซอร์ช่วยลดการเสียดสีจากการโกน และลดการอักเสบจากการถอน (สาเหตุหลักของรักแร้ดำและหนังไก่) เมื่อทำต่อเนื่อง รูขุมขนจะกระชับขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น ทำให้สีผิวดูสว่างกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

บริการ Subcision

Subcision หลุมสิว คืออะไร Subcision หรือ การตัดพังผืดหลุมสิว เป็นขั้นตอนในการคลายพังผืดใต้หลุมสิว ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่จะทำให้การรักษาหลุมสิวเห็นผลชัดเจน และเป็นวิธีการรักษารอยแผลเป็นชนิดหลุมสิวที่ทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงต่ำ พังผืด หรือ Fibrous tissue คือหนึ่งในเนื้อเยื่อที่ร่างกายผลิตออกมาในระหว่างกระบวนการสมานแผล ซึ่งพังผืดเหล่านี้อาจกลายเป็นตัวการที่ดึงรั้งผิวบริเวณฐานของหลุมสิวของเราเอาไว้ ถ้าเราไม่ตัดพังผืดออกก่อน การเติมสารกระตุ้นหรือทำหัตถการอื่นก็จะเห็นผลน้อย การทำ Subcision หลุมสิว คือ การตัดเอาเนื้อเยื่อพังผืดที่ดึงรั้งฐานหลุมสิวออก ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมทำคู่กับหัตถการรักษาหลุมสิวอื่น ๆ เช่น เลเซอร์หลุมสิว การฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว หรือการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน โดยเมื่อทำร่วมกันแล้ว ยิ่งจะทำให้การรักษาหลุมสิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากในปี 2023 จาก Clinical Cosmetic and Investigational Dermatology โดยงานวิจัยระบุว่า การทำ Subcision เมื่อทำร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจใน 94% ของผู้รับการรักษา ในขณะที่การทำ Subsicion หลุมสิวอย่างเดียวให้ผลลัพธ์ที่ดีเพียง 67% ของผู้รับการรักษาค่ะ จากงานวิจัย เราสามารถสรุปได้ว่า Subcision หลุมสิวเดี่ยว ๆ อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาหลุมสิว แต่เป็นหัตถการเสริมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาของหัตถการหลุมสิวอื่น ๆ ที่ดีมาก Subcision หลุมสิว เหมาะกับใคร ขั้นตอนการทำ Subcision หลุมสิว การทำ Subcision หลุมสิวจะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที โดยมีขั้นตอนการทำคร่าว ๆ ดังนี้ เทคนิคการทำ Subcision หลุมสิว ที่เดอะแคร์คลินิก การตัดผังพืดหลุมสิวถือเป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ของแพทย์ และใช้ความละเอียดรอบคอบค่อนข้าง โดยแพทย์แต่ละท่านอาจจะมีเทคนิควิธีการทำ Subcision ที่ต่างกัน ซึ่งที่เดอะแคร์คลินิก คุณหมอจะมีเทคนิค MFD เทคนิคที่ใช้อยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้ค่ะ วิธีดูแลตัวเองหลังทำ Subcision หลุมสิว หลังจากทำ Subcision หลุมสิวแล้ว เราสามารถดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ตามวิธีเหล่านี้ ทำไมต้อง เลือกทำ Subcision หลุมสิว ที่เดอะแคร์คลินิก ปัญหาผิวหน้าเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความมั่นใจ เราก็ควรเลือกเข้ารับบริการกับคลินิกมีมาตรฐานและเชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองค่ะ และก่อนตัดสินใจรับการรักษา ควรมีการปรึกษาพูดคุยกับแพทย์ผู้ดูแลถึงแผนการรักษาและผลลัพธ์ที่คาดหวังเสมอค่ะ  หากใครยังไม่แน่ใจว่าจะทำ Subcision หลุมสิว ที่ไหนดี ลองเข้ามาปรึกษากับหมอเดอะแคร์คลินิกได้ค่ะ โดยเรามุ่งมั่นที่จะมอบสุขภาพผิวที่ดีและพร้อมดูแลตลอดทุกขั้นตอนการรักษาค่ะ ทั้งนี้เรามีความตั้งใจที่จะต้องต่อความสวยและความมั่นใจให้กับทุกคนภายใต้มาตรฐานของเรา คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Subcision หลุมสิว 1.Subcision หลุมสิว ใช้เวลาการรักษานานเท่าไหร่ การทำ Subcision หลุมสิว 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที ซึ่งควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ครั้งติดต่อกันโดยเว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์ต่อครั้ง อย่างไรก็ดี จำนวนครั้งของการรักษาย่อมขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพผิวของแต่ละบุคคลค่ะ ‍2.Subcision หลุมสิว เจ็บไหม ก่อนทำ Subcision จะมีการใช้ยาชาทุกครั้ง จึงทำให้ไม่รู้สึกเจ็บระหว่างทำ หรือ อาจจะมีอาการระคายเคืองเล็กน้อยค่ะ ถ้าเจ็บสามารถเติมยาชาได้เรื่อยๆไม่จำกัดค่ะ 3.Subcision หลุมสิว ต้องทำทั้งหมดกี่ครั้ง ถึงจะเห็นผล โดยทั่วไปแล้ว หมอจะแนะนำให้ทำ Subcision หลุมสิว อย่างน้อย 2-3 ครั้งติดต่อกัน และทำร่วมกับหัตถการรักษาสิวตัวอื่น ๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว หรือการทำเลเซอร์หลุมสิว เพื่อให้ผลการรักษาที่ชัดเจนและดีที่สุดค่ะ ทำไปก่อน 1 ครั้ง และรอ 1 เดือนประเมินผลการรักษาก่อนแล้วจึงตัดสินใจก็ได้ค่ะ ไม่มีจำกัด ไม่จำเป็นว่าต้องทำกี่ครั้ง ขึ้นกับความพอใจของแต่ละคนได้เลย 4.Subcision หลุมสิว ต้องทำห่างกันกี่อาทิตย์ การทำ Subcision หลุมสิวควรทำอย่างน้อย 2-3 ครั้งติดต่อกัน โดยเว้นระยะห่าง ครั้งละ 4 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อรอให้ผิวเรามีกระบวนการซ่อมแซมผิวที่สมบูรณ์ก่อน 5.ผลข้างเคียงของการทำ Subcision หลุมสิว มีอะไรบ้าง ผลข้างเคียงเล็กน้อยที่พบบ่อยหลังจากทำ Subcision หลุมสิว ได้แก่ อาการบวมและช้ำจากเข็ม และอาจะมีสะเก็ดเล็กน้อยในข่วง 3-4 วันหลังทำค่ะ ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ และเราสามารถใช้วิธีการประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการได้ค่ะ  ผลข้างเคียงรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

2

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save