Venus Viva MD รักษาหลุมสิว

Venus Viva MD  หลุมสิว คืออะไร Venus Viva MD เป็นอีกหนึ่งเลเซอร์รักษาหลุมสิวที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเป็นเลเซอร์ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency หรือ RF) ในการฟื้นฟูผิวหน้าและช่วยลบเลือนหลุมสิว Venus Viva MD ถือเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในเรื่องของ Skin Resurfacing และเรื่องของความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี อย่าง NanoFractional™ Radiofrequency และ SmartScan™ ที่ลดโอกาสการเกิดผิวไหม้หลังการรักษา ประกอบกับใช้เวลาพักฟื้นน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับเลเซอร์ตัวอื่น หลุมสิวเกิดจากอะไร ประเภทของหลุมสิว เลเซอร์ Venus Viva MD คืออะไร เลเซอร์ Venus Viva MD คือ เลเซอร์คลื่นวิทยุแบบ Fractional (Fractional RF) ที่แก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ตั้งแต่ หลุมสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ ไปจนถึงการปรับสีผิวและกระชับรูขุมขน Venus Viva MD ส่งคลื่นวิทยุเข้าสู่ผิวหนังด้วยเทคโนโลยี NanoFractional™ Radiofrequency ที่ใช้เข็ม หรือ pin ขนาดจิ๋วเพียง 300 นาโนเมตร (1 นาโนเมตร เท่ากับ 1 ในสิบล้านเซนติเมตร)  การใช้เข็ม Nanofractional จะทำให้คลื่นวิทยุสามารถเข้าถึงเนื้อเยื่อชั้นลึกได้ขึ้น และช่วยให้คลื่นกระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอด้วยค่ะ เทคโนโลยีตัวนี้ยังช่วยลดความเจ็บและระคายเคืองระหว่างการรักษาด้วยได้ดี ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเลเซอร์ Venus Viva MD ก็คือ เทคโนโลยี SmartScan™ ที่ทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนแพตเทิร์นและระดับพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคนได้ ทำให้ Venus Viva เป็นตัวเลือกที่มีความยืดหยุ่นและแม่นยำสูงค่ะ คลื่นความถี่วิทยุของ Venus Viva MD รักษาหลุมสิว และฟื้นฟูผิวได้อย่างไร เลเซอร์ Venus Viva MD เป็นการรักษาแบบ Ablative ที่สร้างความร้อนถึงจุดที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นบนได้ ซึ่งหลักการทำงานของ Venus Viva จะมีคร่าว ๆ ดังนี้ การส่งคลื่นวิทยุด้วยเทคโนโลยี NanoFractional™ Radiofrequency ของ Venus Viva MD ยังจะช่วยกระตุ้นกระบวนการสมานแผลอีกทางหนึ่งด้วยค่ะ ด้วย หัว pin ทรง cone-shaped ที่สร้างแผลขนาดเล็กเพียง 3,000 ไมครอนในชั้นเนื้อเยื่อ ซึ่งถือเป็นแผลที่เล็กกว่าการรักษาแบบอื่น ๆ ถือ 20 เท่า ทั้ง NanoFractional™ Radiofrequency และ SmartScan™ ถือเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้รับการรักษาค่ะ เพราะด้วยใช้เข็มขนาดเล็กจิ๋วและการส่งคลื่นพลังงานที่ปรับเปลี่ยนได้ โอกาสของเกิดผิวไหม้คล้ำ (Hyperpigmentation) หลังทำเลเซอร์ของ Venus Viva MD จะน้อยกว่าเลเซอร์ตัวอื่น รวมถึงอาการบวมแดงช้ำหลังทำเลเซอร์ก็จะน้อยกว่าด้วย เลเซอร์ Venus Viva MD ดีอย่างไร เลเซอร์ Venus Viva MD มีจุดเด่นและข้อได้เปรียบหลายข้อเมื่อเทียบกับเลเซอร์หลุมสิวอีกหลายตัวในตลาด ข้อดีเด่นๆของ Venus Viva MD มีดังนี้ เลเซอร์ Venus Viva MD เหมาะกับใครบ้าง ใครไม่เหมาะกับ Venus Viva MD งานวิจัยการรักษาหลุมสิวด้วย Venus Viva MD  Venus Viva MD การันตีเรื่องความสบายหน้าระหว่างการรักษาค่ะ โดยงานวิจัยของ Journal of Cosmetic Dermatology ในปี 2021 ระบุไว้ว่า ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว 30 คนที่ได้ทำเลเซอร์รักษาหลุมสิวตัวนี้ ให้คะแนนความเจ็บปวดระหว่างการทำ เพียง 3 ใน 10 (0 =ไม่เจ็บเลย และ 10 = เจ็บมาก) และที่สำคัญ หลังการรักษาก็ไม่มีผลข้างเคียงระยะยาวใด ๆ ด้วยค่ะ ขั้นตอนการทำ Venus Viva MD  หลุมสิว การทำ Venus Viva MD  หลุมสิวจะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที โดยมีขั้นตอนการทำคร่าว ๆ ดังนี้ วิธีดูแลตัวเองหลังทำ S Venus Viva MD  หลุมสิว หลังทำเลเซอร์ Venus Viva MD แล้ว ควรดูแลตัวเองอย่างไร หลังจากเลเซอร์ Venus Viva แล้ว เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ดังนี้ ทำไมต้อง เลือกทำ Venus Viva MD  หลุมสิว ที่เดอะแคร์คลินิก รีวิวรักษาหลุมสิวที่ The Care Clinic Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Venus Viva MD  หลุมสิว การทำเลเซอร์ Venus Viva 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีค่ะ โดยเราจะรู้สึกว่าผิวดูกระชับขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ โดยหมอจะแนะนำว่า Venus Viva MD ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 4-5 ครั้ง เว้นระยะห่างครั้งละ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนครั้งของการรักษา ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนและการพิจารณาของแพทย์ค่ะ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด Venus Viva MD ทำติดต่อกันอย่างน้อย 4-5 ครั้ง เว้นระยะห่างครั้งละ 4-6 สัปดาห์ค่ะ โดยเราจะค่อย ๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วง 1-2 สัปดาห์หลังจากทำครั้งแรก เลเซอร์ Venus Viva MD ควรทำห่างกันอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ และควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 4-5 ครั้งค่ะ ความเจ็บปวดระหว่างทำ Venus Viva ถือว่าน้อยมาก ๆ ค่ะ เมื่อเทียบกับเลเซอร์ตัวอื่น เทียบกับอย่างอื่นเจ็บน้อยกว่า 2-3 เท่า ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของ Venus Viva MD คือ อาการบวมแดง และอาจมีสะเก็ดเล็กน้อย หลังทำค่ะ ซึ่งอาการเหล่านี้จะบรรเทาลงเองในเวลา 2-3 วัน ซึ่งถือว่าเป็นเวลาพักฟื้นที่สั้นมาก ๆ เมื่อเทียบกับเลเซอร์ตัวอื่น หลังจากนั้นก็สามารถใช้หน้าไปตามปกติ ก่อนทำเลเซอร์ Venus Viva เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ดังนี้

โบปรับรูปหน้า

โบท็อกซ์คืออะไร และมีหลักการทำงานอย่างไร โบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) คือสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium Botulinum) ปัจจุบันถูกนำมาใช้ในวงการเสริมความงาม ในรูปแบบของตัวยาบรรจุขวดสำหรับฉีด หรือที่เรารู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า ‘โบท็อกซ์ (Botox)’ หลักการทำงานคือ เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์เข้าไปแล้ว โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้รับสารสื่อประสาท ก็จะไม่ได้รับคำสั่งจากระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวน้อยลง หรือไม่หดตัวชั่วคราว เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะเต่งตึง ไม่เกิดเป็นรอยพับ และริ้วรอยต่าง ๆ ผิวด้านนอกจะดูตึง ขยับได้น้อยลง โบท็อกจะออกฤทธิ์กับมัดกล้ามเนื้อที่ฉีดเท่านั้น ไม่ส่งผลกับกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่ได้ฉีด เมื่อเวลาผ่านไป โมเลกุลโบท็อกที่ร่างกายดูดซึมจนหมดแล้ว จะสลายไปเองตามระยะเวลา ประมาณ 4-6 เดือนจะเริ่มสลายหมด สามารถกลับมาฉีดโบท็อกซ้ำได้ การฉีดโบท็อกซ์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง? นอกจากการฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ยังช่วยในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ โบท็อกบริเวณใบหน้า โบท็อกตัว หรือบริเวณกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นการฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อโดยตรง ช่วยคลายกล้ามเนื้อเฉพาะบริเวณ ทำให้มัดกล้ามที่มีขนาดใหญ่ คลายตัวและนิ่มลง ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อมีส่วนช่วยลดอาการปวด บริเวณที่นิยมฉีดคลายกล้ามเนื้อ ได้แก่ ใครที่เหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์? การฉีดโบท็อกซ์จะเหมาะสำหรับคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีงานวิจัยออกมาหลายฉบับที่เป็นหลักฐานว่าหากเราเริ่มฉีดตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคต ทำให้หน้าแก่ช้ากว่าคนที่ไม่ได้ฉีด นอกจากนี้ การฉีดโบท็อกซ์ยังเหมาะกับคนที่มีริ้วรอยบนใบหน้าและลำคอ, คนที่มีกรามใหญ่ หน้าไม่เรียว กรอบหน้าไม่ชัด, คนที่มีเหงื่อออกเยอะ มีกลิ่นตัว, คนที่มีแขนใหญ่ น่องใหญ่ รวมถึงคนที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง และปวดคอ / บ่า / ไหล่ด้วยค่ะ ทั้งนี้ การฉีดโบท็อกซ์จะไม่เหมาะกับคนบางกลุ่ม เช่น คุณแม่ที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร, คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง / โรคหอบหืด / โรคถุงลมโป่งพอง, คนที่มีผิวหนังอักเสบหรือติดเชื้อในบริเวณที่จะฉีด รวมถึงคนที่แพ้โบท็อกซ์ ขั้นตอนการฉีดโบท็อกซ์ที่เดอะแคร์คลินิก ก่อนการฉีดโบท็อกซ์ ก่อนการฉีด จะปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์ช่วยวิเคราะห์ว่าจะต้องฉีดโบท็อกซ์ตรงจุดไหนบ้าง และต้องใช้ปริมาณกี่ยูนิต (Unit) ถึงจะเพียงพอต่อการแก้ปัญหาของคนไข้ เพราะหากฉีดมากเกินไป ก็จะทำให้หน้าแข็ง ทั้งนี้ คนไข้ต้องแจ้งข้อมูลสุขภาพกับแพทย์ในขั้นตอนนี้ด้วยนะคะ เช่น โรคประจำตัว ยาที่กินเป็นประจำ ยาที่แพ้ หรือประวัติการทำหัตถการที่ผ่านมา ระหว่างการฉีดโบท็อกซ์ ก่อนฉีดจะบันทึกภาพก่อนรับการรักษา จากนั้นจะทำความสะอาดผิวและแปะยาชาให้ รอยาชาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจะแกะกล่องโบท็อกซ์และผสมน้ำเกลือให้คนไข้ดู เพื่อให้คนไข้สามารถมั่นใจได้ว่าเราใช้แต่โบท็อกซ์ของแท้และของใหม่เท่านั้น เมื่อผสมเสร็จแล้ว แพทย์ก็จะใช้เข็มดูดตัวยาออกมาจากขวดจนหมด แล้วเริ่มฉีดให้คนไข้ตามจุดที่กำหนดไว้ โดยจะมีการประคบเย็นเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดไปด้วย ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาที เท่านั้นนั้นค่ะ ภายหลังจากฉีดโบท็อกซ์ ภายหลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้ว จะทำความสะอาดผิวหน้า ให้คำแนะนำการปฎิบัติตัว และสามารถนำกล่องยากลับบ้านเพื่อตรวจสอบได้ค่ะ ข้อปฏิบัติตัวที่ควรรู้ก่อนและหลังฉีดโบท็อก ก่อนฉีดโบท็อก หลังฉีดโบท็อก ผลลัพธ์ภายหลังการฉีดโบท็อกซ์? หลังฉีดโบท็อกซ์แล้ว จะเริ่มเห็นผลได้ใน 3 – 7 วัน เห็นผลเต็มที่ใน 2 – 4 สัปดาห์ และอยู่ได้นานประมาณ 3 – 8 เดือน ทั้งนี้ ช่วงระยะเวลาที่กล่าวมาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกัน เช่น จำนวนยูนิตที่ฉีด, ยี่ห้อที่ใช้ รวมถึงตำแหน่งที่ฉีดด้วย ตัวอย่างเช่น การฉีดโบท็อกซ์ริ้วรอยจะเริ่มเห็นผลใน 3 – 4 วัน และอยู่ได้นานประมาณ 3 – 4 เดือน ในขณะที่การฉีดโบท็อกซ์กรามจะเริ่มเห็นผลใน 7 วัน และอยู่ได้นานประมาณ 5 – 6 เดือน การฉีดโบท็อกซ์ควรเว้นระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อป้องกันการดื้อโบท็อกซ์ และควรมาฉีดซ้ำในทุก ๆ 5 – 6 เดือนค่ะ เพื่อคงผลลัพธ์ของการรักษาไว้ ซึ่งการฉีดเป็นประจำมีข้อดีคือ ทำให้ผลลัพธ์ของครั้งถัด ๆ ไปอยู่ได้นานขึ้น และสามารถใช้ปริมาณที่น้อยลงได้ โบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี? ปัจจุบันมีโบท็อกให้เลือกฉีดมากมายหลายยี่ห้อ สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าจะฉีดโบท็อกยี่ห้อไหนดีในระหว่างที่เลือกยี่ห้อโบท็อกจะต้องดูด้วยว่าโบท็อกยี่ห้อนั้น ๆ มีคุณสมบัติอย่างไร มีมาตรฐานอะไรรองรับบ้าง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโบท็อกยี่ห้อที่เลือกสามารถนำมาฉีดได้อย่างปลอดภัย สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลยี่ห้อโบท็อกอยู่ ขอก็แนะนำยี่ห้อโบท็อกยอดนิยมที่ได้รับการรองรับมาตรฐานอย.ไทย สามารถนำมาฉีดตามบริเวณต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย ดังนี้ ฉีดโบท็อก ที่ไหนดี ? เลือกคลินิกอย่างไรให้ปลอดภัยและเห็นผลคุ้มค่า ? เพราะโบท็อกเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมาก จึงมีหลายคลินิกที่เปิดให้บริการฉีดโบท็อกซ์ รวมไปถึงโบท็อกปลอมและหมอกระเป๋าที่พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง หมอจึงอยากแนะนำปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อก ว่าควรรู้อะไรบ้าง Q&A คำถามที่พบบ่อย หลังฉีดโบท็อกซ์แล้วอาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อยค่ะ ซึ่งจะหายได้เองใน 2 – 3 วัน หรือหากมีรอยเขียวช้ำ ก็จะหายได้เองใน 14 วัน นับว่าเป็นผลข้างเคียงที่สามารถพบได้เป็นปกติ ไม่มีอันตราย ทั้งนี้ หากทำการฉีดโบท็อกซ์ปลอม ฉีดกับแพทย์ที่ขาดความชำนาญ หรือฉีดในคลินิกฉีดหน้าที่ไม่สะอาดเพียงพอ ก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ เช่น ฉีดแล้วหน้าแข็งตึง, หนังตาตก, หางคิ้วกระดก, มุมปากตก, ยิ้มได้ไม่สุด หรือปากเบี้ยวเวลายิ้ม รวมถึงฉีดโบท็อกซ์แล้วเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ นอกจากนี้ อาจมีกรณีที่ฉีดแล้วไม่เห็นผล การฉีดโบท็อกซ์แทบจะไม่รู้สึกเจ็บเลยค่ะ เพราะเข็มที่ใช้ฉีดมีขนาดเล็ก และแพทย์ที่เดอะแคร์คลินิกมือเบามาก ๆ รวมถึงมีการแปะยาชาและประคบเย็นให้คนไข้ด้วย ก่อนฉีดโบท็อกซ์ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ และงดกินยา วิตามิน รวมถึงอาหารเสริม ที่ทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรือทำให้เลือดแข็งตัวช้าค่ะ ก่อนฉีดโบท็อกซ์ควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 วันค่ะ การที่ฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าแข็ง เกิดจากการฉีดในปริมาณมากเกินไป หรือฉีดผิดกล้ามเนื้อ ดังนั้น ถ้าเลือกฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เดอะแคร์คลินิก แพทย์จะกำหนดปริมาณที่ต้องใช้ให้อย่างเหมาะสม ออกแบบใบหน้าอย่างละเอียด ก็จะไม่ทำให้หน้าแข็งค่ะ หลังฉีดโบท็อกซ์ควรงดออกกำลังกายประมาณ 4 ชม. แต่หากเป็นการออกกำลังกายหนัก ๆ ก็แนะนำให้งดประมาณ 2 สัปดาห์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ 2 วันนะคะ หลังฉีดโบท็อกซ์ห้ามนอนราบ 3 – 4 ชม.ค่ะ ไม่อันตรายค่ะ หากฉีดด้วยโบท็อกซ์ของแท้ ฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในคลินิกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และไม่ฉีดฉี่เกินไปเพื่อป้องกันการดื้อยา ฉีดโบท็อกอยู่ได้กี่เดือน? ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและยี่ห้อโบท็อกที่ใช้ครับ ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกไม่ได้อยู่ถาวร โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3-6 เดือน โดยโบท็อกแท้สามารถสลายหมด 100% โดยไม่มีสารตกค้างครับ อายุการออกฤทธิ์ของโบท็อกที่ฉีดโบลดกรามโดยทั่วไป อยู่ได้ 5-6 เดือนครับ หากเป็นโบท็อกริ้วรอย อยู่ได้ 3-4 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้ด้วย การฉีดโบท็อกไม่ควรฉีดถี่เกินไป เพราะอาจทำให้ดื้อโบท็อกได้ โดยปกติควรฉีดโบท็อกเว้นจากครั้งล่าสุดอย่างน้อย 3 เดือน และไม่เว้นระยะห่างเกินไป (ไม่ควรเว้นเกิน 5 – 6 เดือน) เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ปกติ และทำให้ต้องใช้ยูนิตของโบท็อกเยอะขึ้น โบท็อกลดกรามในตำแหน่งที่ถูกต้องจะไม่ทำให้แก้มตอบครับ ถ้าฉีดไม่ดีแก้มจะตอบ โหนกแก้มเด่นขึ้น และแก้มห้อย หรืออาจทำให้ยิ้มได้น้อยลงได้ แก้มตอบ ทำให้หน้าไม่เรียว จะดูห้อย ต้องลดกรามในตำแหน่งที่ถูกต้องถึงจะเรียวเข้ารูป ทั้งนี้แพทย์จะตรวจประเมินและแนะนำหัตถการที่เหมาะสมตามรูปหน้าแต่ละเคส สำหรับคนไข้ที่ฉีดโบท็อกมาแล้วไม่เห็นผล สาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ใช้โบท็อกปลอม หรือโบท็อกหิ้วที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งฉีดครั้งแรก ๆ ก็ได้ผลดี พอครั้งต่อ ๆ มาเริ่มได้ผลน้อยลง เพราะร่างกายเราสร้างภูมิต้านทานมากขึ้น ทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้น้อยลง อีกกรณีที่เจอคือ ใช้โบท็อกแท้ แต่ร่างกายคนไข้ในบางเคส มีโอกาสสร้างภูมิต้านทานกับโบท็อกแท้ พอฉีดครั้งแรกจะได้ผลดี พอครั้งต่อ ๆ มาอาจจะได้ผลลดลง ๆ เรื่อย ๆ ซึ่งเป็นกรณีที่เจอได้น้อยมาก ถ้าใช้ของแท้ เพราะว่าโบท็อกแท้จะบริสุทธิ์มากกว่าของปลอม จากข้อมูลปัจจุบันเท่าที่มีการเก็บข้อมูลเคสยังไม่มีเคสที่หายจากการดื้อโบท็อก จะมีเหมือนจะหาย คือกรณีที่ไปฉีดโบท็อกปลอมมาแล้วเริ่มไม่ได้ผล พอมาฉีดโบท็อกแท้แล้วได้ผล อันนี้ก็ไม่ถือว่าหาย เหมือนกับเป็นการเปลี่ยนชนิดของโบท็อกมากกว่า        15. โบท็อกกราม ต่างจาก โบท็อกลิฟต์กรอบหน้ายังไง โบท็อกกราม จะฉีดตัวยาโบท็อกลงไปที่ก้อนกล้ามเนื้อกราม ทำให้ตัวยาเข้าไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้ก้อนกรามนิ่ม และเล็กลง ส่วนโบท็อกลิฟต์กรอบหน้า จะฉีดตัวยาที่ชั้นผิวตื้นๆ เป็นจุดเล็กๆ เน้นบริเวณกรอบหน้า ช่วยให้กรอบหน้าชัดขึ้น ถ้าอยากให้หน้าเรียว กรอบหน้าชัด หน้า V-shape แนะนำฉีดทั้งโบท็อกกรามและโบท็อกลิฟต์กรอบหน้า ยิ่งฉีดคู่กัน ยิ่งเห็นผลชัดเจน

ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า Filler

ฟิลเลอร์คืออะไร การฉีดฟิลเลอร์ คือ วิธีรักษาริ้วรอย ร่องลึกต่าง ๆ บนใบหน้า ด้วยการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) เข้าไปเติมเต็มในชั้นผิวที่เริ่มเสื่อมสภาพ และมีการยุบตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น ฟิลเลอร์จะทำให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียน เต่งตึง ใบหน้าอ่อนเยาว์ลง บวกกับคุณสมบัติอุ้มน้ำของฟิลเลอร์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง และชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคตได้ ฟิลเลอร์ฉีดจุดไหนได้บ้าง  ฉีดฟิลเลอร์ แต่ละจุดใช้ฟิลเลอร์กี่ cc  การเติมฟิลเลอร์ในแต่ละจุดใช้ปริมาณฟิลเลอร์ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัญหาแและการประเมินของคุณหมอ ออร่ารวมปริมาณเฉลี่ยของฟิลเลอร์ที่ใช้เติมแต่ละจุด  ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน ควรเติมให้ถึงปริมาณที่หมอแนะนำ และประเมินกับหมอก่อนฉีด  ฟิลเลอร์อยู่ได้กี่เดือน  ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานแค่ไหน? ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น  ฟิลเลอร์จะอยู่ได้นานหรือไม่นาน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งฉีดฟิลเลอร์ที่ฉีดด้วย ตำแหน่งที่มีการขยับบ่อยๆ เช่นปากหรือร่องแก้ม การใช้งานผิวบริเวณนั้นบ่อยๆ ก็จะทำให้ฟิลเลอร์สลายได้ง่าย จึงทำให้ฟิลเลอร์แต่ละตำแหน่งคงอยู่ได้ไม่เท่ากัน   ฟิลเลอร์แต่ละรุ่น ของแต่ละยี่ห้อ วิธีเลือกว่าฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดีเพราะแต่ละรุ่นมีขนาดโมเลกุลที่ต่างกัน และมีคุณสมบัติเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน 100% รุ่นที่เนื้อแข็งกว่า มักอยู่ได้นานกว่ารุ่นที่เนื้อนิ่ม  การดูแลตัวเองให้ดีหลังฉีดฟิลเลอร์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน เช่น คนที่แสดงสีหน้าน้อย ไม่แสดงสีหน้าแรงๆ ฟิลเลอร์ร่องแก้มจะอยู่ได้นานกว่า   หรือการหลีกเลี่ยงการโดนความร้อนสูงหลังฉีดฟิลเลอร์ ด้วยการไม่อบซาวน่า ไม่ทำหัตถการที่ยิงความร้อนลงสู่ผิวโดยตรงช่วง 1-2 เดือนหลังฉีด ช่วยให้ฟิลเลอร์สลายตัวได้ช้าลง และช่วยให้ฟิลเลอร์เห็นผลเต็มที่อีกด้วย   รวมยี่ห้อฟิลเลอร์ที่คนนิยมฉีดมากที่สุด  Neuramis  ฟิลเลอร์พรีเมียมจากเกาหลีที่ฮิตที่สุดในตอนนี้ Neuramis เป็นฟิลเลอร์สัญชาติเกาหลีที่ถูกนำมาฉีดเติมเต็มมากที่สุด เพราะมีคุณภาพสูง ผ่านการรับรองจากอย. ของไทย (TH.FDA) ผ่านการรับรองจากสหรัฐอเมริกา (US.FDA) และ ผ่านมาตรฐาน EDQM จากยุโรปด้วย   ฟิลเลอร์ Neuramis ที่ผ่านอย. ของไทยมี 2 รุ่น  EPTQ  เป็นฟิลเลอร์สัญชาติเกาหลี มีสาร HA ความเข้มข้นสูง 24 mg/ml และมีโครงสร้างโมเลกุล HA ในรูปแบบรวงผึ้ง หรือ HIVE ทำให้เนื้อฟิลเลอร์มีความหนืดและยืดหยุ่น ผ่านการรับรองจากอย. ของไทย (TH.FDA) ผ่านการรับรองจากสหรัฐอเมริกา (US.FDA) e.p.t.q. filler มีทั้งหมด 5 รุ่น แต่รุ่นที่ผ่านอย. มี 3 รุ่น คือ   Restylane  ฟิลเลอร์สวีเดน พรีเมียม มีรุ่นให้เลือกหลากหลาย  ฟิลเลอร์ Restylane ฟิลเลอร์ตัวดังจากสวีเดน ฟิลเลอร์ยี่ห้อนี้ถูกผลิตและใช้มานานกว่า 25 ปี เป็นฟิลเลอร์ที่คนทั่วโลกนิยมฉีด เพราะมีหลายรุ่น แต่ละรุ่นมีเทคโนโลยีเฉพาะ ทำให้หมอมีตัวเลือกที่หลากหลายสามารถเลือกรุ่นที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าได้ ฟิลเลอร์ Restylane ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก US.FDA สหรัฐอเมริกาทุกรุ่น และผ่านการรับรองจาก อย. ไทย มากถึง 8 รุ่น คือ  Juvederm  ฟิลเลอร์อเมริกา เนื้อเนียน ฮิตทั่วโลก  ฟิลเลอร์สัญชาติอเมริกา เป็นฟิลเลอร์ที่ใช้กันทั่วโลก ผลิตโดย Allergan ใช้เทคโนโลยีเฉพาะในการผลิตฟิลเลอร์แต่ละรุ่น มีมาตรฐานรองรับจากอย. ของไทย (TH.FDA) ผ่านการรับรองจากสหรัฐอเมริกา (US.FDA) และ ผ่านมาตรฐาน EDQM จากยุโรป   ฟิลเลอร์ Juvederm ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ของไทย มีมากถึง 7 รุ่น ได้แก่ รีวิวการฉีดฟิลเลอร์ที่ The Care Clinic ทำไมต้องมาเติมฟิลเลอร์ที่ The Care Clinic นะคะ? 1. สวยแบบสบายใจ ไร้แรงกดดัน เพราะเราไม่มีเซลล์ขายค่ะ เบื่อไหมคะ? เดินเข้าคลินิกทีไรต้องเจอพนักงานรุมขายของจนอึดอัด แต่ที่ The Care Clinic เราแตกต่างค่ะ เพราะเรา “ไม่มีเซลล์ขายคอร์ส” มาคอยกดดันคุณลูกค้าเลยนะคะ คุณหมอของเรามีความเชื่อว่า “ความสวยไม่ควรเริ่มจากการขาย แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจ” ค่ะ คุณหมอจะเป็นคนประเมินปัญหาหน้าของเราอย่างละเอียด อธิบายว่าตรงไหนควรเติม ตรงไหนควรพัก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีและตรงจุดที่สุดนั่นเองค่ะ 2. มั่นใจในคุณภาพตัวยา ของแท้ตรวจสอบได้ทุกกล่องค่ะ เรื่องฟิลเลอร์เนี่ย จะสุ่มสี่สุ่มห้าฉีดไม่ได้เลยนะคะ เพราะมันคือสารเติมเต็มที่จะอยู่ในหน้าเราไปอีกนาน ที่ The Care Clinic เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับหนึ่งค่ะ เราเลือกใช้เฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง (Premium Grade) เป็นแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐานสากลและผ่าน อย. ไทยเท่านั้นค่ะ มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัย สลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ตกค้าง และที่สำคัญคือผลลัพธ์ดูเนียนละมุน ไม่เป็นลำแน่นอนค่ะ 3. ผลลัพธ์จึ้งจนต้องบอกต่อ “ปากต่อปาก” เลยนะคะ รีวิวที่จริงใจที่สุด ก็คือการที่ลูกค้าทำไปแล้วมีคนทักว่า “ไปทำอะไรมา ทำไมดูสวยขึ้น?” นั่นแหละค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ The Care Clinic มักจะมาจากการแนะนำเพื่อนต่อเพื่อน พี่น้องบอกต่อกันมาค่ะ เพราะประทับใจในฝีมือการปั้นหน้าของคุณหมอที่เน้นความพอดี ดูเป็น ธรรมชาติเหมือนเกิดมาก็หน้าแบบนี้เลย (แต่จริงๆ คือหมอปั้นให้ค่ะ!) ทำให้เราเป็นคลินิกที่ใครๆ ก็ไว้ใจเรื่องงานฟิลเลอร์ค่ะ Q & A เกี่ยวกับฟิลเลอร์ การฉีดฟิลเลอร์บ่อยๆ ไม่อันตราย และสามารถทำได้ ฟิลเลอร์บางจุดสามารถเติมปีละ 1-2 ครั้งได้ เช่น ฟิลเลอร์ปาก หรือฟิลเลอร์ร่องแก้มที่อาจสลายจากการแสดงสีหน้าบ่อยๆ  จุดอื่นๆ ก็สามารถเติมได้โดยให้หมอเป็นผู้ประเมิน   ฟิลเลอร์จะคงอยู่เพียง 12-18 เดือน เมื่อฟิลเลอร์สลายก็สามารถฉีดใหม่ได้เพื่อให้ผิวบริเวณนั้นอิ่มฟู เต่งตึง ชุ่มชื่นอยู่เสมอ   สามารถฉีดฟิลเลอร์หลายยี่ห้อได้  โดยเว้นระยะเวลาให้ฟิลเลอร์ที่เคยฉีดสลายจนหมดก่อน หรือฉีดสลายฟิลเลอร์ที่ไม่ต้องการออกไป แล้วค่อยฉีดยี่ห้อใหม่ ฟิลเลอร์ที่เอามาฉีดใหม่ควรเป็นยี่ห้อและรุ่นที่เหมาะกับปัญหานั้นๆ เพื่อให้เห็นผลชัดเจน  ซิลิโคนเหลวเป็นสารอันตรายที่ไม่ควรนำมาฉีดเพื่อเสริมความงามในทุกกรณี และไม่สามารถฉีดซิลิโคนเหลวทดแทนฟิลเลอร์ได้ เพราะซิลิโคนเหลวคือ Permanent Filler หรือฟิลเลอร์ถาวรที่ไม่สามาสลายเองได้ ไม่มียาสลาย   ถึงจะไม่มีปัญหาในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไป 3-10 ปีมักไหลไปรวมกัน จับตัวเป็นก้อนทำให้ผิวนูน อักเสบและบวมแดง ติดเชื้อ ซิลิโคนเหลวแก้ไขและรักษาได้ยาก การขูดซิลิโคนอาจไม่ช่วยกำจัดซิลิโคนเหลวจนหมดได้ การขูดและเลาะออกจะทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย เนื้อน้อยและบางลง  เข็มทู่ หรือ Blunt Cannula คือเข็มที่มีปลายเข็มตัน ไม่คม จึงไม่สามารถเจาะทะลุเส้นเลือด และสามารถเลี้ยวหลบเส้นเลือดได้ ฟิลเลอร์จะไหลออกทางรูข้างๆ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ปลายเข็ม   การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาและฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นจุดที่ควรใช้เข็มทู่ในการฉีด เพราะ เป็นจุดที่มีเส้นเลือดสำคัญที่เชื่อมกับตาและอวัยวะสำคัญบนหน้า ถ้าใช้เข็มแหลมจิ้มโดนเส้นเลือดแตก ฟิลเลอร์จะอุดตันการไหลเวียนของเลือดทำให้ตาบอดได้  หลังฟิลเลอร์สลายหมดจะไม่ทำให้หน้าแก่ขึ้น แต่จะช่วยชะลออายุผิวให้แก่ช้าลง การฉีดฟิลเลอร์ จะทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดมีความชุ่มชื้นและมีน้ำหล่อเลี้ยงมากขึ้น คอลลาเจนและอิลาสตินบริเวณนั้นก็จะถูกสร้างเพิ่มขึ้นด้วย หลังฟิลเลอร์สลายหมดคอลลาเจนและอิลาสตินของร่างกายจะยังคงอยู่ สภาพผิวก็จะดีกว่าตอนที่ยังไม่ได้ฉีดฟิลเลอร์ หลังฉีดฟิลเลอร์ อาจมีรอยแดงจากเข็ม หายไปเองได้ใน 2-3 วัน และจะอาการบวมหลังฉีด เป็นปกติครับ สามารถหายบวมไปเองได้ ประมาณ 7-14 วัน ฟิลเลอร์จะเข้าที่ และเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เดอะแคร์คลินิก เราเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2013  ฟิลเลอร์ทุกเคสดูแลโดยแพทย์ ให้คำปรึกษาด้านการปรับรูปฟรี ใช้ฟิลเลอร์แท้นำเข้าจากบริษัทยาชั้นนำระดับโลก แกะกล่องให้ดูต่อหน้า หลังฉีดนัดติดตามผลกับแพทย์เจ้าของเคสโดยตรง มั่นใจในฝีมือแพทย์ การันตีด้วยลูกค้าบอกปากต่อปาก และยอดใช้ฟิลเลอร์สูงสุดทุกปี

Ultraformer

Ultraformer III คืออะไร HIFU คือ เครื่อง High Intensity Focus Ultrasound เครื่องมือยกกระชับใบหน้า โดยที่ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด เป็นคลื่นเสียงที่มีความปลอดภัยสูง เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีตั้งแต่ครั้งแรก ไม่มีอันตรายต่อผิว ยกกระชับ ทั้งบริเวณ ใบหน้า เหนียง คอ และลำตัวได้ Ultraformer ทำงานยังไง Ultraformer III ยังเป็นเครื่องกระชับผิวรุ่นใหม่ที่พลังงานสูงและเสถียรกว่า HIFU ทั่วไป ส่งคลื่นพลังงานลงสู่ชั้นผิวบนสุดจนถึงผิวชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า คลื่นพลังงานที่สม่ำเสมอทำให้กล้ามเนื้อหดตัว จึงช่วยผิวด้านนอกยกกระชับได้โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ปลอดภัย เห็นผลหลังทำทันที 10-20% หัวยิงหลัก 3 หัว สามารถแก้ปัญหาผิวได้ครบทุกชั้น Ultraformer III ช่วยเรื่องอะไรบ้าง Ultraformer III ช่วยแก้ปัญหาหน้าเหี่ยว ไม่กระชับ มีกระเปาะแก้ม เหมาะกับทุกช่วงอายุ สามารถทำในตอนที่หน้ายังไม่เหี่ยว ไม่มีริ้วรอย เพื่อให้ผิวแข็งแรงขึ้น ชะลอการเกิดริ้วรอยถาวร หน้าเด็กกว่าคนวัยเดียวกัน ส่วนคนที่มีริ้วรอยถาวรแล้ว ผิวเหี่ยวไม่กระชับ การทำ Ultraformer III ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างตรงจุด ผิวจะแน่นขึ้น เต่งตึงขึ้น หน้าดูเด็กขึ้น Ultraformer III เหมาะกับใคร ? Ultraformer III / Ulthera / Thermage ต่างกันอย่างไร ? เปรียบเทียบ Ultraformer กับ HIFU เครื่องอื่น Ultraformer ทำจุดไหนได้บ้าง Ultraformer III  สามารถยิงได้ทุกบริเวณที่เราต้องการให้ผิวยกกระชับขึ้น เช่น รอบดวงตา ใต้ตา ร่องแก้ม มุมปาก กรอบหน้า คิ้ว หางตา คาง ลำคอ รวมถึง ต้นแขน ต้นขา เอว หน้าท้องเป็นต้น เนื่องจาก มีหัวที่ยิงหลากหลายตามระดับความลึกของผิวในบริเวณนั้น ๆ Ultraformer III ช่วยลดเหนียงที่ดูห้อย ทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น ยกกระชับเหนียง ช่วยให้หน้าเรียวขึ้น ยิ่งทำคู่กับแฟตเหนียงจะยิ่งช่วยให้หน้าเรียวกระชับชัดเจน Ultraformer III แก้ม เหมาะกับคนที่มีกระเปาะแก้ม แก้มหย่อน หน้าบาน หลังทำกระเปาะแก้มจะเล็กลง ผิวกระชับขึ้น หน้าเล็กเรียวขึ้น Ultraformer III ลำคอช่วยลดรอยพับที่คอ ช่วยให้เส้นที่คอจางลง ยกกระชับผิวรอบคอที่หย่อนให้ตึงขึ้น ลดริ้วรอยช่วยให้ผิวเรียบเนียน บริเวณเอวหรือสะโพกที่มีไขมันสะสม หรือผิวไม่เรียบเนียน Ultraformer III จะช่วยสลายไขมันและกระชับผิวให้ตึง นิยมทำคู่กับการฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน หรือทำ Ultraformer III ต่อเนื่องเพื่อลดสัดส่วนและกระชับผิว ช่วยสลายไขมันหน้าท้อง กระชับผิวให้ตึง เรียบเนียน นิยมทำคู่กับการฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน ออกกำลังกายและคุมอาหาร จะยิ่งช่วยลดไขมันและลดสัดส่วนได้ดี ช่วยสลายไขมันต้นแขน ต้นขา ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ลดเซลลูไลท์ ลดผิวเปลือกส้ม ยิ่งทำคู่กับกับเมโสแฟต จะช่วยลดไขมันได้ดีมากขึ้น ผิวไม่ย้วย ขาเรียว แขนเรียวขึ้น Ultraformer III ควรทำกี่ช็อต ช็อต (Shot) คือหน่วยนับจำนวนครั้งที่ยิงพลังงาน สำหรับคนที่สงสัยว่า Ultraformer III ควรทํากี่ช็อต หากอยากมีหน้าเรียวพร้อมผลลัพธ์สูงสุดควรให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินก่อนทำ เพราะปัญหาผิว โครงสร้างผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปจะใช้จำนวนช็อตเริ่มต้นที่เหมาะกับผิวแต่ละจุด การเตรียมตัวก่อนทำ Ultraformer III เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด หลังทำ Ultraformer III ดูแลตนเองอย่างไร ? Ultraformer III เป็นหัตถการที่ไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และแนะนำให้ดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ หลังทํา Ultraformer ขอแนะนำให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ทำ Ultraformer III ที่เดอะแคร์คลินิกดียังไง? รีวิว Ultraformer ที่ The Care Clinic เหตุลผลที่ควรเลือก The Care Clinic 1. สวยแบบสบายใจ ไร้แรงกดดัน เพราะเราไม่มีเซลล์ขายค่ะ เบื่อไหมคะ? เดินเข้าคลินิกทีไรต้องเจอพนักงานรุมขายของจนอึดอัด แต่ที่ The Care Clinic เราแตกต่างค่ะ เพราะเรา “ไม่มีเซลล์ขายคอร์ส” มาคอยกดดันคุณลูกค้าเลยนะคะ คุณหมอของเรามีความเชื่อว่า “ความสวยไม่ควรเริ่มจากการขาย แต่ควรเริ่มจากการเข้าใจ” ค่ะ คุณหมอจะเป็นคนประเมินปัญหาหน้าของเราอย่างละเอียด อธิบายว่าตรงไหนควรเติม ตรงไหนควรพัก เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูดีและตรงจุดที่สุดนั่นเองค่ะ 2. มั่นใจในคุณภาพตัวยา ของแท้ตรวจสอบได้ทุกกล่องค่ะ เรื่องฟิลเลอร์เนี่ย จะสุ่มสี่สุ่มห้าฉีดไม่ได้เลยนะคะ เพราะมันคือสารเติมเต็มที่จะอยู่ในหน้าเราไปอีกนาน ที่ The Care Clinic เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับหนึ่งค่ะ เราเลือกใช้เฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง (Premium Grade) เป็นแบรนด์ที่ได้รับมาตรฐานสากลและผ่าน อย. ไทยเท่านั้นค่ะ มั่นใจได้เลยว่าปลอดภัย สลายเองได้ตามธรรมชาติ ไม่ตกค้าง และที่สำคัญคือผลลัพธ์ดูเนียนละมุน ไม่เป็นลำแน่นอนค่ะ 3. ผลลัพธ์จึ้งจนต้องบอกต่อ “ปากต่อปาก” เลยนะคะ รีวิวที่จริงใจที่สุด ก็คือการที่ลูกค้าทำไปแล้วมีคนทักว่า “ไปทำอะไรมา ทำไมดูสวยขึ้น?” นั่นแหละค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ The Care Clinic มักจะมาจากการแนะนำเพื่อนต่อเพื่อน พี่น้องบอกต่อกันมาค่ะ เพราะประทับใจในฝีมือการปั้นหน้าของคุณหมอที่เน้นความพอดี ดูเป็น ธรรมชาติเหมือนเกิดมาก็หน้าแบบนี้เลย (แต่จริงๆ คือหมอปั้นให้ค่ะ!) ทำให้เราเป็นคลินิกที่ใครๆ ก็ไว้ใจเรื่องงานฟิลเลอร์ค่ะ Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ultraformer III 1.ยิง Ultraformer III เจ็บไหม ขณะที่เครื่อง Ultraformer III ปล่อยพลังงานลงไปในชั้นผิว จะรู้สึกจี๊ด ๆ และอุ่น ๆ ใต้ผิว ซึ่งแต่ละคนจะรู้สึกมากน้อยไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความไวต่อความรู้สึกและระดับพลังงานที่ใช้ แต่ถ้าทำแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย อาจจะยิงเบาไปหรือเป็นเครื่องปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำแล้วจะไม่เห็นผล 2.ฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว ทำ Ultraformer ได้ไหม ถ้าเคยฉีดฟิลเลอร์มาก่อน และเป็นบริเวณที่ไม่ใช่ส่วนหลักในการทำ Ultraformer เช่น ฟิลเลอร์ปาก ฟิลเลอร์ใต้ตา ฟิลเลอร์ขมับ สามารถทำ Ultraformer ได้ ส่วนฟิลเลอร์บริเวณอื่น เช่น ฟิลเลอร์แก้มตอบ ฟิลเลอร์กรอบหน้า ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินว่าสามารถทำได้หรือไม่ และถ้าจะต้องทำทั้งสองหัตถการในวันเดียวกัน แพทย์จะทำ Ultraformer ให้ก่อน แล้วฉีดฟิลเลอร์หรือทำหัตถการอื่นๆ ทีหลัง 3.ฉีดแฟตแล้วต้องทำ Ultraformer ไหม เมโสแฟต หรือแฟต เป็นการฉีดตัวยา เพื่อกระตุ้นให้ไขมันส่วนเกินสลายไป นิยมฉีดบริเวณแก้ม เหนียง นมน้อย พุง ส่วน Ultraformer เป็นเครื่องยกกระชับพลังงานสูง ช่วยให้ผิวกระชับ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สามารถทำทั้งสองหัตถการพร้อมกันในวันเดียวกันได้ ยิ่งทำคู่กัน จะยิ่งช่วยให้ไขมันสลายได้ดี ลดเหนียง ลดแก้มได้ดีขึ้นกว่าเดิม 4. Ultraformer III ช็อตกับไลน์ ต่างกันยังไง คลินิกส่วนใหญ่เรียกจำนวนครั้งในการยิง Hifu และ Ultraformer III ว่า “ช็อต” ใน 1 ช็อต จะมีพลังงานเล็กๆ 15-25 จุด เรียงกันเป็นเส้นตรง คลินิกบางที่จึงเรียกว่า “ไลน์” จริงๆ แล้วช็อตกับไลน์เหมือนกัน แค่เรียกต่างกัน 5.ปีนึงควรทำ Ultraformer III กี่ครั้ง ต้องทำบ่อยแค่ไหน ถ้าทำ Ultraformer III ครั้งแรก และอยากให้เห็นผลชัดเจน แนะนำให้ทำเพิ่มอีกครั้งหลังผ่านไป 3 เดือนเพื่อกระตุ้นผิวให้ต่อเนื่อง หลังจากนั้นจึงกลับมาทำอีกทุกๆ 6 เดือนหรือปีละ 2-3 ครั้งเพื่อคงความตึงกระชับ ให้ผิวเด็ก หน้าเรียวกระชับอยู่เสมอ 6.Ultraformer III ต่างจาก HIFU เครื่องอื่นยังไง ต่างกันที่คุณภาพของเครื่อง ถ้าเครื่องที่คุณภาพต่ำกว่าก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนไม่ชัดเจน และอยู่ได้สั้นกว่า 7.Ultraformer กับ Oligio ทำพร้อมกันได้ไหม Oligio และ Ultraformer III สามารถทำพร้อมกันได้ โดยให้แพทย์ประเมินจำนวนช็อตของแต่ละเครื่องที่จะต้องใช้ สำหรับผิวหลวม ผิวหย่อนคล้อยไม่กระชับ ผิวขาดคอลลาเจน ยิ่งทำคู่กันยิ่งช่วยให้ผิวแน่น ผิวเด้ง ผิวแข็งแรงขึ้น

2

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save